English (United Kingdom)Thai (ภาษาไทย)
เรื่องเล่าเด็กพิการ
อุ๊ “หนูน้อยนักสู้ชีวิต”
 

ดวงตาที่เหมือนกันกลับมีมุมมองที่ต่างกัน ดวงใจที่เหมือนกันกลับมีวิธีคิดที่ต่างกัน ร่างกายที่แตกต่างกันแต่ก็ยังเป็นคนเหมือน ๆ กัน โอกาสที่มีเหมือนกันกลับไขว่คว้ามาไม่เหมือนกัน

เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าได้พาอาสาสมัครชาวญี่ปุ่นไปเยี่ยมน้องอุ๊ หรือ เด็กหญิง วินัดดา เจริญศิริ ที่อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ ทุกคนต่างทึ่งในความสามารถของน้องอุ๊ที่มีร่างกายพิการ คือไม่มีขาทั้งสองข้าง อีกทั้งไม่มีแขนขวา และมือด้านซ้ายมีนิ้วไม่ครบห้านิ้วเหมือนคนทั่วไป น้องอุ๊อาศัยอยู่กับแม่ ยาย และลูกพี่ลูกน้องอีกหนึ่งคน เพราะครอบครัวถูกพ่อทิ้งไปตั้งแต่น้องอุ๊ยังแบเบาะอยู่ น้องอุ๊และคุณแม่ต้องดิ้นรนต่อสู้ทุกอย่างเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมด้วยการรับจ้างทั่วไปทุกอย่างเท่าที่ทำได้ ส่วนน้องอุ๊ก็ช่วยด้วยการนำขนมที่แม่ทำมาขายให้เพื่อนๆและครูที่โรงเรียน

อย่างไรก็ตาม ในความยากลำบากนั้นยังมีความโชคดีอยู่บ้างที่น้องอุ๊ไม่เคยทำตัวให้เป็นภาระแก่คุณแม่เลย อีกทั้งยังแสวงหาโอกาสในการที่จะช่วยเหลือแม่และครอบครัวอีกด้วย จะว่าไปน้องอุ๊ความสามารถในการวาดภาพ และะการเรียนของน้องอุ๊ที่เราได้พบนั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องของพรสวรรค์ แต่เราคิดว่าน้องอุ๊มีพรแสวงมากกว่าคือน้องอุ๊มีความขยันและหมั่นฝึกฝนฝีมือในการวาดภาพ การอ่านหนังสือ และการเขียนมากกว่าเด้กๆทั่วไปน้องอุ๊ยังตั้งใจเรียน และร่วมทำกิจกรรมกับเพื่อน ๆ ตลอดโดยไม่คิดว่าตัวเองเป็นเด็กพิการที่ด้อยกว่าคนอื่นๆเลย นอกจากนี้เมื่อมีโอกาสดีๆมาเยือน น้องอุ๊ก็ไม่เคยที่จะไม่คว้ามันให้กับตัวเอง ทำให้น้องอุ๊ได้แสดงออกซึ่งความสามารถในการวาดภาพ การอ่านทำนองเสนาะ และการแข่งขันอื่นๆทั้งในและนอกโรงเรียน จนถึงระดับจังหวัด ผลงานต่างๆ และรางวัลที่น้องอุ๊ได้รับมาสามารถเป็นสิ่งยืนยันได้ว่าน้องอุ๊พิการเพียงแค่กายแต่ใจสู้เต็มร้อย เพราะเพียรฝึกฝนทุกอย่างจนชำนาญ แม้จะต้องฝึกหรือทำมากกว่าคนอื่น ๆ ก็ตาม

นอกจากนี้แล้วคุณแม่และทุกคนในครอบครัว ก็ไม่เคยปิดโอกาสเลย อีกทั้งยังสนับสนุนน้องอุ๊เสมอ ด้วยการไปรับ-ส่งที่โรงเรียนทุกวัน หากต้องเข้าร่วมการประกวด ก็จะคอยให้กำลังใจ และดูแลเป็นอย่างดี และนี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งซี่งแสดงให้เห็นว่าคนที่มีกำลังใจต่อสู้แม้ว่าจะมีร่างกายที่แตกต่างจากคนอื่นๆ แต่ถ้ายอมรับในตนเอง ฝึกฝนตนเองให้มาก และเมื่อมีโอกาสเข้ามาก็รับไว้ทันที เพื่อสร้างฝันจากโอกาสนั้นให้เต็มที่

คงไม่มีใครรู้หรอกว่าน้องอุ๊เหนื่อยหรือท้อแท้แค่ไหน แต่เราก็ได้เห็นรอยยิ้มและความเป็นนักสู้ของน้องอุ๊แล้ว หากใครอยากจะมอบโอกาสดีๆให้น้อง หรืออยากสนับสนุนภาพเขียนของน้อง หรืออยากให้กำลังใจน้องเพื่อให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ข้าพเจ้าคิดว่าก็ควรมอบโอกาสนั้นแก่น้องทันที ด้วยการติดต่อเข้ามาได้ที่มูลนิธิฯ ค่ะ

 

 
ความภูมิใจที่ได้กลับมาเรียนอีกครั้ง ของ เด็กชาย สุรศักดิ์ โสภา

วันนี้ นึกอยากเขียนเล่าเรื่องของเด็กพิการคนหนึ่ง ซึ่งเราภูมิใจกับเขาเป็นอย่างมาก เพราะว่าเขาเป็นเด็กพิการที่ลุกขึ้นมาต่อสู้กับความพิการอีกครั้ง เด็กชายคนนี้ชื่อ สุรศักดิ์ โสภา วันแรกที่เราเจอกัน เป็นช่วงปิดเทอมของสองปีที่แล้ว (2553) สุรศักดิ์ อยู่ที่บ้านกับแม่เพียงสองคน และเขามีท่าทางเขินอายอย่างมากที่เรามาพบเขาถึงบ้าน เราพยายามพูดคุย สอบถามชีวิตความเป็นอยู่มากมาย เพื่อแสดงความเป็นมิตร และอยากเข้ามามีส่วนช่วยให้ชีวิตของสองแม่ลูกดีขึ้น

นาง เมา หญิงหม้ายร่างผอมเเกร็น แววตาท้อแท้ในชีวิตแม่ของสุรศักดิ์เล่าให้เราฟังว่าลูกชาย เกิดมามีร่างกายปกติดีทุกอย่าง และได้ไปเรียนหนังสือเหมือนกับเด็กทั่วไป แต่เมื่อปี2550 ซึ่งเขามีอายุได้ 9 ขวบ และกำลังเรียนหนังสืออยู่ชั้นป. 3 ที่โรงเรียน บ้านขนาดมอญ ต.ตาตุม อ. สังขะ จ. สุรินทร์ ร่างกายของเขาก็อ่อนแอลงเรื่อยๆ จนเดินไม่ได้ ทำให้ต้องหยุดเรียน ในขณะเดียวกันพ่อของเขาก็มาทิ้งครอบครัวไปแต่งงานใหม่ และลูกชายคนโตของนางก็แต่งงานและย้ายครอบครัวออกไป ตนจึงอาศัยอยู่กับลูกชายเพียงสองคนในบ้านหลังเล็กๆนี้ ที่ทางพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสุรินทร์ (พมจ.) ได้สร้างและมอบให้เมื่อวันที่22 ตุลาคม 2552 ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับวันที่ทาง พมจ. ได้ขึ้นทะเบียนคนพิการให้กับสุรศักดิ์ เพื่อให้สามารถขอรับสิทธิและสวัสดิการของคนพิการได้ต่อไป

หลังจากพูดคุยกันได้พักใหญ่ๆ จนรู้ที่ไปที่มาของครอบครัวนี้แล้ว ว่าสุรศักดิ์ไม่อยากกลับไปเรียนหนังสือต่อ เพราะอายและกลัวว่าจะเข้ากับเพื่อนๆไม่ได้ อีกทั้งแม่ไม่มีเวลาและพาหนะรับส่ง เราจึงให้ความมั่นใจสองแม่ลูกไปว่าเรายินดีช่วยเหลือเต็มที่ เพียงแต่สุรศักดิ์ยอมกลับเข้าไปสมัครเรียนต่ออีกครั้งเท่านั้น แต่ดูเหมือนการพูดคุยธรรมดาจะไม่เป็นผล เพราะสุรศักดิ์ส่ายศรีษะและปฏิเสธอย่างเดียวว่า “ไม่ไป” เราจึงตัดสินใจอุ้มเขาขึ้นรถเพื่อนำเขาไปที่โรงเรียน เหมือนเป็นการบังคับและขู่เข็ญที่เราไม่อยากทำแต่จำเป็นต้องทำ! เพราะเราต้องการให้เขาเห็นโรงเรียนและรำลึกถึงสมัยที่เขายังเรียนหนังสือยู่ว่ามันสนุกสนานหรือมีความสุขอย่างไร แต่วันที่เราไปนั้นเป็นช่วงปิดเทอมทำให้โรงเรียนเงียบสงบไม่พบครู หรือนักเรียนสักคน แต่อย่างน้อยเขาก็ได้เห็นโรงเรียนอีกครั้งหลังจากที่เขาหยุดเรียนมาเป็นเวลาสองปี

เมื่อไม่พบใครที่โรงเรียน เราจึงนำสุรศักดิ์เข้าไปพบเจ้าหน้าที่ อบต. เพื่อพูดคุยในเรื่องของการสนับสนุนในอนาคตหาดฃกสุรศักดิ์ได้กลับไปเรียนหนังสือ โดยเราสัญญาว่า มูลนิธิจะมอบทุนการศึกษา และเก้าอี้ล้อเข็นคันใหม่ให้กับเขา เจ้าหน้าที่อบต. รับคำเป็นอย่างดี เพราะเป็นบทบาทหน้าที่ขององค์กรท้องถิ่นในเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว

เมื่อโรงเรียนเปิดเทอม เราได้ส่งหนังสือถึงผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านขนาดมอญ และได้พูดคุยกันทางโทรศัพท์เกี่ยวกับโครงการส่งเสริมการศึกษา แก่เด็กพิการในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และขอร้องให้ทางโรงเรียนได้รับ สุรศักดิ์กลับเข้าเรียนต่อในระดับชั้นป. 4 และทางโรงเรียนก็ให้ความร่วมมือกับเราเป็นอย่างดี ทำให้สุรศักดิ์ได้กลับเข้ามาเรียนหนังสืออีกครั้ง หลังจากนั้นในเดือน พฤศจิกายน 2552 เราก็ได้เข้าไปสนับสนุนกิจกรรมในโรงเรียนบ้านขนาดมอญ ด้วยการร่วมมือกับทางโรงเรียนสร้างห้องน้ำเพื่อคนพิการ รวมถึงสร้างทางลาดปูนจากอาอาคารเชื่อมไปยังห้องน้ำ เพื่อให้ สุรศักดิ์สามารถให้องน้ำร่วมกับเพื่อนในโรงเรียนได้ หลังจากนั้นเราก็ได้เข้าไปทำกิจกรรมสร้างทัศนคติแก่นักเรียนในโรงเรียนบ้านขนาดมอญ เพื่อให้มีความคิดบวกต่อความพิการ ตลอดจนรู้จักช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน และที่สำคัญให้เข้าใจว่าห้องน้ำที่สร้างใหม่นั้น สร้างขึ้นมาสำหรับทุกคนใช้ร่วมกัน ไม่ใช่เพื่อคนพิการเท่านั้น ก่อนโรงเรียนจะปิดเทอมปีการศึกษา 2552 เมื่อเดือนมีนาคม 2553 เราก็ได้พานักศึกษาชาวญี่ปุ่นสิบกว่าคนไปร่วมทำกิจกรรมกับนักเรียนของโรงเรียนบ้านขนาดมอญ รวมถึงสุรศักดิ์ด้วย เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในรื่องของการอยู่ร่วมกันระหว่างคนปกติกับคนพิการให้มากขึ้น กิจกรรมต่างๆ ที่เราได้ดำเนินไปทำให้สุรศักดิ์ เป็นที่รู้จักและยอมรับของเพื่อนๆ และครูทุกคน ทำให้เขามีความมั่นใจ และมีความสุขมากขึ้นในการมาเรียนหนังสือ

อย่างไรก็ตามในปีแรกของการกลับมาเรียนหนังสือ สุรศักดิ์ยังไม่สามารถมาโรงเรียนได้ทุกวัน เพราะว่าแม่ต้องทำงาน ครูจึงทำแผนการสอนที่บ้านให้กับเขา แต่พอผ่านเข้าปีที่2 เมื่อเขาอยู่ชั้นป.5 เขาสามารถมาโรงเรียนได้ทุกวัน เพราะผู้อำนวยการโรงเรียนได้จัดให้ครูไปรับ-ส่งทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ที่ผ่านมา เราได้พบและพูดคุยกับสุรศักดิ์และแม่เมาอีกครั้งในค่ายผูกสัมพันธ์สานฝันเด็กพิการครั้งที่ 4 เราได้เห็นรอยยิ้มและแววตาที่สดใส ไม่ท้อแท้เหมือนครั้งแรกที่เจอกัน แม่เมาบอกว่าภูมิใจที่สุดที่ลูกได้กลับมาเรียนหนังสือ และสุรศักดิ์เองก็ดีใจและภูมิใจไม่แพ้กันที่ตนเองได้เรียนต่ออีกครั้ง และยังมีเพื่อนและคุณครูที่รักและเอาใจใส่เขาเป็นอย่างดี และนี่ก็ถือเป็นความภูมิใจของเราคนทำงานเช่นกัน..........

 
เอ็ม 150 ใจเกินร้อย

ด.ช. ปฐมพร ไชยปัญญา มีชื่อเรียกสั้นๆ ว่า “เอ็ม” เกิดเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2542 ที่โรงพยาบาลมหาสารคาม ปัจจุบันอาศัยอยู่กับย่าที่จ.ศรีสะเกษ และเรียนอยู่ชั้นป.4 ที่โรงเรียนบ้านกุดเมืองฮาม (ศิริราษฎร์สงเคราะห์) ต.กุดเมืองฮาม อ. ยางชุมน้อย จ.ศรีสะเกษ

เอ็ม เป็นเด็กพิการตั้งแต่เกิด พ่อแม่ฝากให้ย่าเลี้ยงตั้งแต่เขาอายุ 3 เดือน เพื่อไปรับจ้างหาเงินที่กรุงเทพฯ และก็ไม่เคยกลับมาหาเอ็มอีกเลย และพอเขาอายุได้ 8 ขวบ พ่อแม่ก็แยกทางกัน และต่างฝ่ายต่างมีครอบครัวใหม่ ทำให้เอ็มกลายเป็นเด็กกำพร้า โดยมีย่าแก่ๆคอยเลี้ยงดูมาจนทุกวันนี้ สองย่าหลานลำบากมากในการดำรงชีวิต เพราะเอ็มช่วยเหลือตัวเองได้ไม่มากนัก ทำให้ย่าต้องทำทุกอย่างทั้งดูแลเขาและงานบ้าน และไม่มีรายได้หลักจากที่ไหนนอกจากเงินสงเคราะห์คนชราที่ย่าได้รับเดือนละ 500 บาท และเงินสงเคราะห์คนพิการของเอ็มเดือนละ 300 บาท สองย่าหลานจะต้องใช้จ่ายอย่างระมัดระวังและประหยัดที่สุดเท่าที่จะทำได้

อย่างไรก็ตาม เอ็มก็ทำตัวเป็นหลานที่น่ารักของย่าเสมอ ไม่เคยทำอะไรให้ย่าต้องหนักใจเลย และเขายังเป็นเด็กที่ขยัน ไปโรงเรียนทุกวัน ทำให้ผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ดี และด้วยมีนิสัยร่าเริง แจ่มใส พูดเก่ง ชอบเล่นสนุกกับเพื่อนๆ โดยไม่ได้คิดว่าตนเองแตกต่างและพิการ ทำให้เพื่อนรักใคร่ ห่วงใย และให้ความช่วยเหลือเอ็มเสมอ เช่น ช่วยกันเข็นรถเข็นไปรับและส่งในการมาโรงเรียนทุกวัน ส่วนวันหยุดหากเพื่อนๆไปเที่ยวเล่นกันที่ไหน ก็ไม่เคยลืมที่จะแวะไปรับบเขาที่บ้านเพื่อไปเล่นด้วยกัน

สิ่งที่น่าเป็นห่วงตอนนี้ก็คือสุขภาพของเขา เพราะเขามีแขนขาที่ลีบเล็กมาก และกระดูกก็เปราะง่าย ทำให้ย่าต้องพาเขาไปตรวจเช็คร่างกายที่โรงพยาบาลศิริราช ที่กรุงเทพฯ ทุกๆ 6 เดือน ตามที่หมอนัด ย่าอยากพาเอ็มไปฝากไว้ที่ศุนย์สงเคราะห์คนพิการ เพราะเป็นห่วงว่าถ้าหากย่าเป็นอะไรไปหลานจะได้ยินย่าบอกอย่างนั้นก็ร้องไห้ เพราะไม่อยากจากย่าไปไหน และอยากอยู่กับย่าตลอดไป

เอ็ม ได้รับการช่วยเหลือจาก WAFCAT เมื่อปี 2551 ตามโครงการ ESPDiC หรือโครงการส่งเสริมการศึกษาแก่เด็กพิการ โดยได้รับทุนการศึกษาปีละ 3,000 บาท และยังได้รับมอบเก้าอี้ล้อเข็นคันใหม่ที่เหมาะสมกว่าคันเดิมอีก 1 คันด้วย

เอ็ม บอกว่าทุกวันมีความสุขมาก ที่ได้อยู่กับยายและได้มาเจอเพื่อนๆ และคุณครูที่โรงเรียน เขาจะพยายามเรียนให้สูงสุดจนสุดความสามารถ ของเขาเพื่ออนาคตที่ดีของย่าและตัวเอง

มาคอยเป็นกำลังใจให้น้องเอ็มด้วยกันนะคะ ด้วยการโพสต์ข้อความถึงเอ็มไว้ที่เวบบอร์ด แล้วเราจะช่วยส่งผ่านความรู้สึกดีๆ ของทุกคนให้กับน้องเอ็มเองค่ะ

เอ็ม เก่งในเรื่องการอ่านภาษาไทย และสามารถใช้เท้าเกาใบหูได้ ซึ่งถือเป็นพรสวรรค์และ ทักษะประจำตัวของเขาเลยทีเดียว

 

 
ด.ช. นันทวัฒน์ หาขุนทด (น้องมาร์ก) (กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง) อายุ 7 ปี เรียนชั้น ป. 1
ขะๆข่ะ ขะ ขอ-บคุ-คุณ คะค-รับ—เสียงขอบคุณ ที่หลุดออกมาจากลำคออย่างยากเย็น พร้อมๆ กับการพยายามยกมือที่หงิกหงอทั้งสองข้างเข้าหากันและยกจนขึ้นมาจนชิดหน้าผาก อย่างยากลำบากเพื่อแสดงความขอบคุณของน้องมาร์กเล่นเอาเจ้าหน้าที่ WAFCATน้ำตาซึมและปลื้มปีติไม่น้อย
อ่านเพิ่มเติม...
 
ชีวิตที่เลือกได้ ของยายฝอย กับ เหลนพิการตัวน้อยๆ ที่ชื่อ เบียร์

“ช่วยดูจักรยานให้ยายทีเถ๊อะ! หลานชาย ซ่อมบ่อยแล้วแต่ก็ยังใช้ไม่ได้อยู่ดี” เสียงแห้งๆ ของยายคนหนึ่ง รูปร่างผอมและชรามากแล้วดังขึ้น พร้อมกับเด็กชายคนหนึ่ง ขณะจูงจักรยานคันเก่าเข้ามาหากลุ่มอาสาสมัครที่กำลังซ่อมวีลแชร์ให้ผู้พิการอยู่ มาทราบทีหลังจากครูที่ศูนย์การศึกษาพิเศษชัยภูมิว่ายายชื่อ “ฝอย” เด็กชายพิการคนนั้นเป็นเหลนแท้ๆของยาย มีชื่อว่า “น้องเบียร์” น้องเบียร์พิการ ตั้งแต่เกิด คือไม่มีฝ่าเท้า เพราะ ทั้งแขน และ ขาขาดหาย ไปช่วงใต้ข้อศอก และหัวเข่าทั้งสองข้าง (แขน-ขา ด้วนแต่กำเนิด) อาสาสมัคร ต่างหดหู่ใจ ที่ได้เห็นภาพนั้น บวกกับเรื่องราวของทั้งสองจากครูประจำศูนย์ฯ ว่าทั้งสองมีชีวิต ที่ยากลำบากมาก ยายอายุเกือบ 70 ปี ส่วนหลานตัวน้อยก็พิการและมีอายุเพียง 6 ขวบ ซึ่งญาติพี่น้องปล่อยทิ้งไว้และไม่เคยมาเหลียวแลอีกเลย ทั้งสองอยู่อาศัย กระต๊อบที่ชาวบ้านสร้างให้ภายในศูนย์ โชคดีที่น้องเบียร์เป็นเด็กร่าเริง และความพิการ ของน้องเบียร์นั้นดูเหมือนจะไม่ใช่อุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตมากนัก น้องเบียร์ เดินได้ด้วยเข่าและ ทำอะไรเองได้ ด้วยแขนทั้งสองข้างที่ไร้มือ ส่วนยายฝอยก็ขยัน อดทน และมีน้ำใจ เป็นที่รักใคร่ของบรรดาครูๆและเพื่อนบ้าน ทั้งสองจึง ใช้ชีวิตอยู่อย่าง มีความสุข

อ่านเพิ่มเติม...
 
<< เริ่มแรก < ย้อนกลับ 1 2 ถัดไป > สุดท้าย >>

หน้า 1 จาก 2
ดาวน์โหลด
ปฏิทินกิจกรรม

สินค้าผู้พิการ


ตะกร้าสินค้า

VirtueMart
รถเข็นของท่านยังไม่มีรายการสินค้า



บริจาคช่วยเหลือโครงการต่างๆ

Enter Amount:

สมัครรับข่าวสาร




แบบสำรวจ

ท่านคิดว่า ท่านสามารถช่วย WAFCAT พัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กพิการได้อย่างไร ?
 

Web Links

มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ
ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดอุตรดิตถ์
ศูนย์การศึกษาพิเศษเขต12 จังหวัดชลบุรี
ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดนครสวรรค์
ศูนย์การศึกษาพิเศษเขต4 จังหวัด ตรัง
ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดชุมพร
ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดนครนายก
ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสระบุรี
ศูนย์ฟื้นฟูอาชีพคนพิการพระประแดง
ศูนย์การศึกษาพิเศษเขต10 จังหวัดอุบลราชธานี
ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดตาก
ศูนย์การศึกษาพิเศษเขต11 จังหวัดนครราชสีมา
ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสระแก้ว
ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดกาญจนบุรี
ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสกลนคร
ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดเชียงราย
ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดอ่างทอง
ศูนย์การสึกษาพิเศษประจำจังหวัดเพชรบูรณ์
ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 7 พิษณุโลก
ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดพะเยา

Banner Links

ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา

All content Copyright Right 2005


Wheelchairs And Friendship Center of Asia (Thailand)
C/O DENSO Co.,Ltd. Building 369 Moo 3 Theparak Rd., T. Theparak. A. Muang Samutprakarn 10270
Powered by Designbykeng.com